กลับจากช้อปปิ้งที่ Gotemba Premium Outlets เราก็มาทานอาหารเย็นกันค่ะ มื้อนี้เราตั้งใจมาทานปิ้งย่าง แถวๆโรงแรม ย่าน Roppongi ที่เราพักกันนะคะ เราให้พนักงานโรงแรมช่วยโทรจองให้ก่อนมานะคะ ร้านนี้มีหลายสาขา สาขาที่เราตั้งใจจะไปโต๊ะเต็ม ทางร้านแนะนำอีกสาขาซึ่งใกล้ๆกันมา ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เนื้อวากิว อร่อยนุ่มละลายในปากเลยล่ะค่ะ

Mr.Masuo Chiba หรือ เซนเซชิบะ คนที่สามารถทำให้เนื้อวากิวทุกเกรด A,B,C มีความนุ่มอร่อยมากๆ จนได้รับฉายาว่า Niku Ojisan (肉おじさん) หรือ คุณลุงเนื้อ  เซนเซชิบะได้ตั้งโรงเรียน Kakunoshin ขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการย่างเนื้อ ซึ่งที่ร้าน Kakunoshin R+ เป็นทั้งร้านขายเนื้อและโรงเรียนสอนด้วยค่ะ

เนื้อวากิวก่อนที่จะนำมาย่างนั้น จะต้องผ่านกระบวนการเก็บรักษาแบบ Dry-Aging เป็นเวลา 40-60 วัน เพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อก่อน วิธีการนี้เรียกว่า Kanzaki Aging Beef และต้องหั่นชิ้นเนื้อให้เป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ๆที่เรียกว่า Katamariyaki (塊焼)  ซึ่งจะทำให้เราได้ทานเนื้อวากิวแบบนุ่มและ juicy
นอกจากนั้นวิธีการย่างก็เป็นสิ่งสำคัญอันต่อมาที่จะทำให้เนื้อวากิวมีรสชาติที่นุ่มอร่อยเริ่ดค่ะ
วิธีการย่างเนื้อวากิว เซนเซชิบะใช้ทฤษฎี Water ballon หรือ Niku ojisan no mizufusen riron (肉おじさんの水風船理論 ) ตามขั้นตอนดังนี้
  1. สังเกตตัวเนื้อที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ โดยเส้นลายสีขาวที่แทรกเนื้อสีแดงนั้น คือ ไขมัน (Sashi) ซึ่งจะเป็นเหมือนหลอดที่เก็บน้ำไว้ข้างใน ห้ามให้ละเหยไปเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะน้ำมันในเนื้อนั้น คือความjuicy ของเนื้อนั่นเอง จึงทำให้เนื้อมีความนุ่มอร่อยค่ะ
  2. การย่างเนื้อนั้น เราจะย่างเบาๆโดยย่างกลับไปกลับมา 2 ด้าน เพื่อเป็นการปิดทางไม่ให้น้ำมันออกจากภายในเนื้อ ย่างจนเนื้อมีสีน้ำตาลแล้วจึงย่างกลับไปกลับมาอีกจนครบทุกๆด้าน เพื่อให้ความร้อนกระจายเท่ากันๆ เมื่ออุณหภูมิของ Sashi สูงขึ้น น้ำมันภายในเนื้อก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และเมื่อน้ำมันในเนื้อไม่มีทางออก ก้อนเนื้อก็จะพองตัว จึงเป็นที่มาทฤษฎี Water ballon ค่ะ
  3. นำเนื้อที่ย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วมาพัก โดยการห่อฟลอยด์อะลูมิเนียม เพื่อให้เนื้อระบายไอน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที เพราะถ้าเราไม่พักเนื้อ ย่างเสร็จแล้วนำมาหั่นเลย มันมีโอกาสทำให้น้ำมันภายในเนื้อไหลออกมา ทำให้เนื้อนั้นเสียรสชาติ หมดความJucyไปค่ะ
  4. หลังจากพักเนื้อแล้วนำเนื้อมาอังไฟร้อน รวมถึงมีดเขียงก็ต้องอังไฟร้อนนะคะ แล้วทำการหั่นเนื้อให้มีขนาดของ Sashi ที่ยาวพอดี เมื่อเราทานเนื้อชิ้นนั้นเข้าไปแล้ว จะได้ลิ้มรสของความอร่อย นุ่ม  เคี้ยวแล้ว juicy แตกในปากกันเลยล่ะค่ะ  อร่อยมากจริงๆค่ะ เราประทับใจสุดๆ

เดินจากโรงแรมไปที่ร้านประมาณ 700 เมตรค่ะ

ถึงแล้ว ร้านเป็นตึกแถว ห้องเล็กๆนะคะ ชั้นล่างเป็นร้านขายเนื้อและโรงเรียน ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหารค่ะ

สัญลักษณ์ของร้าน Kakunoshin

Mr.Masuo Chiba หรือ เซนเซชิบะ

ทางเข้าร้านปิ้งย่างชั้น 2

บรรยากาศในร้านค่ะ มีโต๊ะอยู่7โต๊ะ พนักงานย่างให้ดูแลดีมากค่ะ เรามีหน้าที่ทานกันอย่างเดียวเท่านั้น 🙂

เมนูของที่ร้านจะเป็น Course นะคะ เราเลือกทาน Course: Chunk of Meats ราคาคนละ 8000 เยน คุ้มค่ามากค่ะ

  • Appetizer of Kakunoshin Neuf
  • Seasonal vegetable salad
  • Today’s small dish
  • Chunk of meats of Kanzaki Aging Beef
  • Cut meat with egg sauce
  • Cut meat of Chef’s selection
  • Dessert

ชุด Appetizer เป็นพวกเนื้อเย็น เนื้อฝอย ไส้กรอก และมีอกเป็ดรมควันค่ะ อร่อยทุกอย่างเลย

Chunk of meats of Kanzaki Aging Beef เนื้อวากิวที่ผ่านการDry-Ageing มานะคะ มีส่วน Brisket Chuck และ Sirloin (ซ้ายไปขวา)

วิธีการย่างเนื้อเฉพาะแบบของเซนเซชิบะเลยค่ะ

พักเนื้อหลังจากย่างเสร็จค่ะ

Chuck cut meat with egg sauce

ย่างไฟเบาๆแล้วมาจิ้มกับ Egg sauce อร่อยนุ่มมากเลยค่ะ

Cut meat of Chef’s selection: Tenderloin(ซ้าย) ทานคู่กับซอสพิเศษของทางร้าน เนื้อนุ่ม juicyละลายในปากมากเลยค่ะ ประทับใจคำนี้ที่สุดเลย  และ Round(ขวา) ทานคู่กับเกลือชมพูหิมาลัย โออิชิมากค่ะ

ซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ใส่แค่ 2 หยดค่ะ รสชาติอร่อยแบบเปรี้ยวๆค่ะ

เกลือสมุทรสีขาว เกลือหิมาลัยสีชมพู ทานคู่กับเนื้อ

หลังจากพักเนื้อแล้วนำมาอุ่นเบาๆ ทั้งเนื้อ เขียง มีด

พนักงานบรรจงหั่นให้อย่างดีเลยค่ะ

เนื้อทั้งสามแบบ นุ่ม juicy อร่อยมากๆเลยค่ะ

ค่าเสียหายมื้อนี้ค่ะ อร่อยคุ้มค่า ใครมาโตเกียวแล้วอยู่แถวย่าน Roppongi ลองแวะมาทานกันดูนะคะ ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://kakunosh.in